Archive for Uncategorized

Resume

ธุรกิจเจ้าของคนเดียว

ธุรกิจเจ้าของคนเดียว

ธุรกิจเจ้าของคนเดียวมีผู้ประกอบการเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของกิจการ และบริหารงานทุกด้านของธุรกิจด้วยการตัดสินใจคนเดียว การประกอบธุรกิจจะทำโดยนำสินทรัพย์ส่วนตัวของตน หรือเงินที่ยืมมาจากเครือญาติ เพื่อนฝูง สถาบันการเงินมาลงทุน ดังนั้นธุรกิจเจ้าของคนเดียวมักจะเป็นธุรกิจส่วนตัวที่มีเงินทุนดำเนินการไม่มาก และมีขอบเขตของการดำเนินธุรกิจค่อนข้างจำกัด จึงเหมาะสมกับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนน้อย บริหารงานอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนหรือมีขั้นตอนมาก และเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ เช่นพวกขายอาหารเล็กๆ หรือ ธุรกิจขายเสื้อผ้าเล็กๆ

ข้อดีของธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียว

1. จัดตั้งได้ง่าย ผู้ประกอบการสามารถนำหลักฐานต่าง ๆ ไปจดทะเบียนพาณิชย์ และขอใบอนุญาตต่าง ๆที่จำเป็นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีการรับรองจากสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด

2. มีอิสระในการดำเนินงานเต็มที่ การตัดสินใจต่าง ๆ จะทำโดยเจ้าของเพียงคนเดียวทำให้คล่องตัวและสะดวกในการดำเนินงาน

3. รักษาความลับได้ดี เพราะธุรกิจเจ้าของคนเดียวไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอก เจ้าของจะทำการปฏิบัติงานหลัก ๆ เอง ทำให้เคล็ดลับแห่งความสำเร็จไม่ถูกแพร่กระจายและลอกเลียนแบบ

4. ได้ผลกำไรเป็นค่าตอบแทนในการประกอบการคนเดียว ไม่ต้องแบ่งให้ผู้อื่นเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

5. ข้อจำกัดทางกฎหมายมีน้อย ไม่จำเป็นต้องแสดงงบการเงินต่อกรมสรรพากรทุกสิ้นงวดบัญชีเพื่อเสียภาษี เพราะจะใช้วิธีการเหมาจ่ายโดยหักจ่ายจากเงินได้พึงประเมินตามอัตราต่าง ๆ(ขอดูได้จากกรมสรรพากร) ซึ่งลดภาระในการทำบัญชีและการใช้ผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงิน
6. การคำนวณภาษีกฎหมายถือว่าเจ้าของและธุรกิจเป็นบุคคลเดียวกัน จึงเสียแต่เพียงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด. 90 และ ภงด. 94) ไม่ต้องเสียภาษีซับซ้อนเหมือนรูปแบบธุรกิจอื่น

ข้อเสียของธุรกิจแบบเจ้าของคนเดียว

1. ต้องรับผิดในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน เพราะถือว่าเจ้าของกับธุรกิจเป็นบุคคลเดียวกันถ้ากิจการขาดทุนไม่เพียงแต่เจ้าของจะสูญเสียเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดเท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบนำสินทรัพย์ส่วนตัวมาชดใช้หนี้อีก

2. เจ้าของขาดความสามารถที่จะบริหารงานให้ประสบความสำเร็จทุกด้าน คนโดยส่วนมากจะมีความชำนาญเฉพาะด้านแต่ไม่เก่งทุกด้าน เมื่อต้องบริหารงานโดยตนเองทุกเรื่องอาจตัดสินใจดำเนินการผิดพลาดในบางเรื่องซึ่งอาจทำให้ธุรกิจถึงกับประสบความล้มเหลวได้

3. ขยายกิจการยาก การกู้ยืมเงินจากผู้อื่นหรือจากสถาบันทางการเงินมาขยายกิจการค่อนข้างทำได้ยากเพราะธุรกิจของคนเดียวมีภาพลักษณ์ของความไม่มั่นคง ขาดความน่าเชื่อถือต่างกับธุรกิจรูปแบบห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด

4. อายุการดำเนินงานของกิจการมีจำกัด ถ้าเจ้าของตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถธุรกิจก็จะสิ้นสุดลงด้วย

ขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจเจ้าของคนเดียว

1. การจดทะเบียนพาณิชย์ ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มประกอบธุรกิจ โดยนำหลักฐานไปจดทะเบียนที่สำนักทะเบียนธุรกิจของแต่ละเขตพื้นที่ ถ้าสำนักงานใหญ่ของกิจการตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ถ้าอยู่ในต่างจังหวัดให้จดทะเบียนที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดหรือที่ทำการอำเภอและกิ่งอำเภอนั้น และต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์ที่ได้นั้น ณ สำนักงานที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย พร้อมกับทำป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชย์ ไว้หน้าสำนักงานใหญ่และสาขาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนพาณิชย์ โดยที่ป้ายนั้นต้องเป็นภาษาไทย จะมีอักษรต่างประเทศไว้ด้วยก็ได้และจะต้องตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้

2. การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ผู้ประกอบการต้องไปยื่นขอบัตรและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคลที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 1-16 ถ้าสำนักงานใหญ่ของกิจการตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ถ้าอยู่ในต่างจังหวัดให้ขอที่สำนักงานสรรพากรจังหวัด

3. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่มีรายได้ปีละ 1,200,000 บาทขึ้นไป ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และยื่นแบบ ภ.พ.30 เพื่อแสดงยอดภาษีมูลค่าเพิ่มที่มียอดดุลเป็นเครดิตและเดบิตอันเกิดจากการเอาภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือน การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำได้ต่อเมื่อมีการของเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเรียบร้อยแล้ว โดยจดทะเบียนที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรจังหวัด หรือสำนักงานสรรพากรภาคทุกแห่งเช่นเดียวกับการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

     ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ1,200,000 บาท จะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าธุรกิจขนาดย่อมนั้นมีการติดต่อซื้อขายประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพื่อประโยชน์ในการได้ภาษีซื้อคืนและสามารถออกใบกำกับภาษีซึ่งเป็นเอกสารการเงินที่ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องการได้

ห้างหุ้นส่วน

ห้างหุ้นส่วน


     การประกอบการห้างหุ้นส่วน คือ ธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่  2 คนขึ้นไปรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินกิจการ  โดยตกลงจะออกทุนตามส่วนที่ตกลงกันไว้  และถ้าดำเนินกิจการมีกำไรหรือขาดทุน  ก็จะแบ่งกันตามส่วนของเงินที่นำมาลงทุน

สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน 
1. ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป การที่จะเป็นห้างหุ้นส่วนจะต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป และบุคคลนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมายในการที่จะเข้าทำสัญญาได้       

2. ต้องมีการตกลง คู่สัญญาต้องมีเจตนาอันแท้จริงที่จะเข้าเป็นหุ้นส่วน เจตนานั้นไม่ใช่เกิดจากความสำคัญผิด ข่มขู่กลฉ้อฉล เจตนาลวง หรือเจตนาอำพราง

3. ต้องมีการเข้ากัน การเข้ากันคือ การเข้าทุนกัน ทุนแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ เงินสด ทรัพย์สินอย่างอื่น และแรงงาน

4. เพื่อกระทำกิจการ กิจการต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน วัตถุประสงค์ต้องไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย หรือไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 

5. กิจการนั้นเป็นกิจการร่วมกัน การเข้าเป็นหุ้นส่วนต้องมีกิจการเดียวกัน ร่วมกันในส่วนได้ส่วนเสีย คือ กำไร ขาดทุน และร่วมกันในการจัดการและการดูแลครอบงำกิจการ การจัดการคือการดำเนินการจัดการธุรกิจให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนสามัญ กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิจัดการงานได้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น มีสิทธิเป็นผู้จัดการ

6. ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน ต้องมีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรในระหว่างกัน มิใช่เพื่อจะบำเพ็ญทาน การศาสนา การกุศล หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น อันเป็นเรื่องของมูลนิธิหรือสมาคม ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรกันแล้ว ก็ไม่ทำให้เกิดสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
ประเภทของห้างหุ้นส่วน 
    ห้างหุ้นส่วนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
        1.  ห้างหุ้นส่วนสามัญ
        2.  ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ห้างหุ้นส่วนสามัญ 
           คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วน โดยไม่จำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ถ้าจดทะเบียนแล้วก็มีสภาพเป็นนิติบุคคล ซึ่งเรียกว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
          ห้างหุ้นส่วนสามัญมีลักษณะสำคัญดังนี้

     1.  ผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกัน หนี้ของห้างหุ้นส่วนถือว่าเป็นหนี้ร่วม หุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกัน ผู้เป็นหุ้นส่วนจะแบ่งแยกความรับผิดในหนี้สินของห้างเป็นรายบุคคล หรือตามส่วนที่ตกลงทุนไม่ได้ เจ้าหนี้ของห้างจะฟ้องเรียกหนี้สินจากผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้ลงทุนเข้าหุ้นส่วนเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด แม้เจ้าหนี้ของห้างจะได้ฟ้องผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดให้รับผิดไปแล้ว แต่ยังมิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน เจ้าหนี้คนนั้นก็ยังมีสิทธิฟ้องผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ ได้ต่อไป จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ทั้งหมด

     2.  ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดโดยไม่จำกัด ผู้เป็นหุ้นส่วนจะแบ่งแยกความรับผิดตามที่ตนได้สัญญากันไว้ หรือตามส่วนทุนไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วน ถึงแม้จะมีการตกลงภายในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองว่า จะรับผิดในหนี้สินของห้างเพียงใดก็ตาม ก็ไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนย่อมจะตกลงกันเป็นการภายในได้ว่าใครจะต้องรับผิดในหนี้สินนั้นเพียงใดก็ได้

     3.  คุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นสาระสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีดังต่อไปนี้

     3.1 ถ้าเป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนย่อมมีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคน

     3.2 ห้ามมิให้ชักนำเขาบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน โดยมิได้รับความยินยอมของหุ้นส่วนหมดด้วยกันทุกคน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

     3.3 ห้ามมิให้บุคคลภายนอกที่ได้รับโอนส่วนกำไรไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนมีฐานะเป็นหุ้นส่วน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมของหุ้นส่วนทุกคน

      3.4 หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดในการใดๆ ซึ่งหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้นร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน

ห้างหุ้นส่วนจำกัด 
 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภทคือ

      1. ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียว หรือ หลายคน ซึ่งจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้น และ

      2. ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวนผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองประเภทนี้จะต้องมีอยู่ร่วมกัน แม้จะมีผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละประเภทเพียงประเภทละคนก็ใช้ได้ ซึ่งสามารถรวมกันจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่ในทางปฏิบัติมักจะมีผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละประเภทหลายๆ คน รวมทุนกันจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น
ลักษณะของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด
           ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น มีลักษณะคล้ายกับผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญดังนี้ คือ

  1. ต้องรับผิดในหนี้สินของห้าง โดยไม่มีการจำกัดจำนวน
  2. ต้องรับผิดร่วมกัน ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดด้วยกัน
  3. คุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นสาระสำคัญ ลักษณะของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด มีลักษณะแตกต่างกับผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญดังนี้คือ

             1. รับผิดในหนี้สินของห้างเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่จะรับลงหุ้น

             2.ไม่ต้องรับผิดในหนี้สินของห้างร่วมกัน 

             3. คุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนไม่เป็นสาระสำคัญ

ความแตกต่างของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด
           ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น มีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

     1. จะเอาชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดมาเรียกขานระคนเป็นชื่อห้างไม่ได้

     2. ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดต้องลงหุ้นด้วยเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่น จะลงด้วยแรงงานเสมือนผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดไม่ได้

     3. ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการห้าง ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นมีสิทธิเป็นผู้จัดการ

     4. ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด จะประกอบการค้าขายอย่างใดๆ เพื่อประโยชน์ตน หรือเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นก็ได้ แม้ว่าการงานเช่นนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของห้างหุ้นส่วนก็ไม่ห้าม

     5. ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดจะโอนหุ้นของตนโดยปราศจากความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ ก็โอนได้

     6. การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดตาย ล้มละลาย หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ ไม่เป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องเลิกกัน เว้นแต่จะได้มีข้อสัญญากันไว้เป็นอย่างอื่น แต่การตาย ล้มละลาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ย่อมเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นต้องล้มเลิกกัน เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

     7. ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดตาย ทายาทของผู้นั้นย่อมเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนที่ผู้ตายได้ เว้นแต่จะได้มีข้อสัญญากันไว้เป็นอย่างอื่น

ความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญ

     1. ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ ประเภทจำกัดความรับผิด และไม่จำกัดความรับผิด แต่ห้างหุ้นส่วนสามัญมีผู้เป็นห้างหุ้นส่วนเพียงประเภทเดียว ซึ่งจะต้องรับผิดร่วมกันในหนี้สินของห้างโดยไม่มีจำกัด

     2. ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องเลิกจากกัน เพราะเหตุที่ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดตาย ล้มละลายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ เว้นแต่จะมีข้อสัญญากันไว้เป็นอย่างอื่น แต่ห้างหุ้นส่วนสามัญย่อมเลิกกันเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งตาย ล้มละลาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ เว้นแต่จะมีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

     3. ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียน แต่ห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น จะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นตราบใดที่ยังมิได้จดทะเบียนกฎหมายให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดย่อมต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีการจำกัดจำนวน จนกว่าจะได้จดทะเบียนแล้ว

บริษัทจำกัด

บริษัทจำกัด

      ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 บัญญัติว่า “บริษัทจำกัด คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ” จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ การประกอบกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัดนี้เป็นที่นิยมมาก เพราะการประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มักต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก การระดมเงินทุนกิจการในรูปแบบนี้จัดทำได้ง่ายและได้จำนวนมาก นอกจากเงินทุนที่ได้จะได้จากเจ้าของกิจการผู้เริ่มก่อตั้งแล้ว ยังมีการระดมเงินทุนจากบุคคลทั่วไปด้วย รวมทั้งการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพโดยผู้บริหารที่มีความสามารถร่วมกันดำเนินกิจการ ส่งผลให้เป็นกิจการที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากประเภทหนึ่ง

ลักษณะของบริษัทจำกัด

      ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 มาตรา 1096 ได้บัญญัติว่า บริษัทจำกัด คือบริษัทประเภทที่จัดตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้น มีมูลค่าเท่า ๆ กัน ผู้ถือหุ้นต่างรับผิดชอบจำกัดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนส่งใช้ให้ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

     1. ความเป็นเจ้าของ เนื่องจากลักษณะของบริษัทมีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น ผู้ซื้อหุ้นของบริษัทเรียกว่า “ผู้ถือหุ้น” จะมีฐานะเป็นเจ้าของหุ้นไม่ใช่เจ้าของกิจการ แต่มีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนจากบริษัท คือ “เงินปันผล” ผู้เป็นเจ้าของกิจการก็คือนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัดนั่นเอง

     2. การก่อตั้ง บริษัทจำกัดมีขั้นตอนในการก่อตั้งตามกฎหมาย ดังนี้

      2.1 มีบุคคลอย่างน้อย 7 คน มารวมกันจัดตั้ง บุคคลกลุ่มนี้เรียกว่า “คณะผู้ก่อการ”

      2.2 ทำหนังสือบูรคณห์สนธิ ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้น ได้แก่ ซื่อบริษัท สถานที่ตั้งวัตถุประสงค์ ชื่อผู้ก่อการ อาชีพผู้ก่อการ ชนิดของหุ้นที่ออกจำหน่าย จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น และนำหนังสือบริคณห์สนธิไปจดทะเบียนที่กรมการค้า กระทรวงพาณิชย์  

      2.3 คณะผู้ก่อการจะต้องทำหนังสือชี้ชวน เพื่อให้มีผู้สนใจมาซื้อหุ้นของบริษัทและจะต้องดำเนินการให้มีผู้มาจองหุ้นของบริษัทจนครบจำนวนหุ้นที่ขอจดทะเบียน

      2.4 เมื่อมีผู้จองหุ้นจนครบทุกหุ้นแล้ว บริษัทเรียกผู้จองหุ้นทุกคนประชุมจัดตั้งบริษัท โดยในที่ประชุมจะต้องเลือกตั้งกรรมการบริหารบริษัทอย่างน้อย 1 คน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการในการกระทำการแทนบริษัท และดำเนินการเรียกเก็บค่าหุ้นครั้งแรกอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้น

       2.5 หลังจากเรียกเก็บค่าหุ้นครั้งแรกแล้ว จึงไปขอจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเพื่อให้มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยนำสำเนาการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิระเบียบข้อบังคับไปขอจดทะเบียน

       2.6 ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทจำกัด

       2.7 ต้องมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร

     3. จำนวนเงินทุนที่ต้องใช้ ทุนของบริษัทจำกัดจะได้มาเนื่องจากการนำใบหุ้นออกจำหน่าย กฎหมายระบุว่ามูลค่าหุ้นจะต้องมีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน เงินทุนของบริษัท แบ่งได้ดังนี้

      3.1 ทุนจดทะเบียน (Authorized Capital) คือ จำนวนทุนทั้งสิ้นที่ได้ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ

       3.2 ทุนชำระแล้ว (Paid – up Capital) คือ จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นได้ชำระค่าหุ้นให้แก่บริษัทตามที่บริษัทได้เรียกร้องให้ชำระแล้ว

หุ้นของบริษัทจำกัด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

     1. หุ้นสามัญ (Common Stock) คือ หุ้นที่มีผู้ลงจองหุ้นด้วยเงิน เมื่อเริ่มตั้งแต่มีการให้จองหุ้น ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมทุกเรื่อง มีสิทธิได้เงินปันผล และได้รับคืนทุนเมื่อบริษัทเลิกดำเนินกิจการ

     2. หุ้นบริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ หุ้นที่มีสิทธิพิเศษเหนือหุ้นสามัญโดยมีสิทธิได้เงินปันผลและคืนทุนก่อนหุ้นสามัญ แต่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม

     3. ความรับผิดชอบและการบริหารงาน ในที่ประชุมจัดตั้งบริษัท ที่ประชุมใหญ่จะต้องออกเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการของบริษัทซึ่งจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้น เป็นผู้มีสิทธิแต่งตั้งและถอดถอนคณะกรรมการได้ โดยแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ

หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการตามกฎหมาย มีดังนี้
1. ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท

2. ควบคุมการชำระเงินค่าหุ้นของผู้จองหุ้น

3. จัดทำบัญชีและจัดเก็บรักษาบัญชีและเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด

4. จ่ายเงินปันผลและดอกเบี้ย

5. ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

6. กรรมการของบริษัทจะทำการค้าแข่งขันกับบริษัทของตนเองไม่ได้

7. มีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับของบริษัทสำหรับผู้ถือหุ้นมีสิทธิเป็นเจ้าของหุ้นตามที่ตกลงซื้อไว้ แต่ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของบริษัท

8. ผลตอบแทนจากการลงทุน ผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับคือส่วนแบ่งจากกำไร เรียกว่า เงินปันผล หรือผลประโยชน์อื่นใดตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ โดยปกติผลกำไรของบริษัทจะไม่นำมาแบ่งเป็นเงินปันผลทั้งหมด ส่วนหนึ่งจะกันสะสมไว้เพื่อบริษัทนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อไว้ขยายโรงงาน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อผลขาดทุนในภายหน้า กำไรส่วนที่กันสะสมไว้นั้นเรียกว่า เงินสำรอง (Reserves)

9. การควบคุมการบริหารงาน การบริหารงานของบริษัทจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งจะมีการบริหารงานที่กระจายงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นระบบและมีขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยกฎหมายกำหนดให้จะต้องมีการตรวจสอบบัญชีของบริษัทปีละครั้ง โดยมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน ยื่นต่อนายทะเบียนบริษัท

10. การประเมินผลการดำเนินงาน บริษัทจะทำการประเมินผลการดำเนินงานโดยดูจากงบการเงิน คือ งบกำไรขาดทุน และงบดุลของบริษัท

11. การขยายกิจการ บริษัทสามารถขยายกิจการได้ด้วยการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือกู้ยืมจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น

12. การเลิกกิจการ บริษัทจำเป็นต้องเลิกกิจการเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

      1). ถ้าในการจัดตั้งบริษัทระบุเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อเสร็จสิ้นกิจการนั้นแล้ว บริษัทก็ต้องเลิกกิจการ

      2). ถ้าในการจัดตั้งบริษัทกำหนดระยะเวลาของการดำเนินงานไว้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ระบุ บริษัทก็ต้องเลิกกิจการ

      3). ถ้าในข้อบังคับของบริษัทระบุเหตุที่บริษัทต้องเลิกไว้ เมื่อเกิดเหตุนั้นบริษัทก็ต้องเลิกกิจการ

      4). เมื่อมีมติพิเศษจากผู้ถือหุ้นให้เลิกบริษัท

      5). เมื่อบริษัทจดทะเบียนตั้งบริษัทมาแล้ว 1 ปีเต็ม โดยบริษัทไม่ได้เริ่มดำเนินกิจการ หรือหยุดดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม

      6). เมื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทลดลงจนเหลือไม่ถึง 7 คน

      7). เมื่อบริษัทล้มละลาย
ข้อดีของบริษัทจำกัด

1. สามารถจัดหาเงินทุนได้จำนวนมากตามที่ต้องการ โดยการออกหุ้นจำหน่ายเพิ่ม หรือจัดหาโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะได้รับความเชื่อถือมากกว่ากิจการประเภทอื่น

2. การดำเนินกิจการบริษัทไม่จำกัดระยะเวลาตามอายุของผู้ถือหุ้น ดังนั้นระยะเวลาในการดำเนินกิจการจึงยาวกว่าการดำเนินกิจการประเภทอื่น

3. ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบเฉพาะมูลค่าหุ้นส่วนที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบเท่านั้น โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินใด ๆ ของบริษัท

4. การบริหารงานสามารถหาผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์จัดการแทนได้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน

5. ผู้ถือหุ้นของบริษัทสามารถโอนหรือขายหุ้นให้ผู้ใดก็ได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากบริษัทก่อน

ข้อจำกัดของบริษัทจำกัด
1. การจัดตั้งบริษัทมีขั้นตอนตามกฎหมายที่ยุ่งยาก

2. กิจการบริษัทเนื่องจากต้องเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอกทราบจึงไม่อาจรักษาความลับได้

3. เนื่องจากในการดำเนินการของบริษัทจำกัด มีผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ บริษัทและพนักงาน ดังนั้นในการปฏิบัติงานอาจจะมีบางส่วนที่ขาดความตั้งใจในการทำงานเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเอง

4. การเสียภาษีของกิจการประเภทบริษัทจะเสียภาษีค่อนข้างสูงและซ้ำซ้อนคือบริษัทจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากเจ้าของกิจการดังนั้น จะต้องเสียภาษีนิติบุคคลเมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ในฐานะผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีกด้วย

บริษัทมหาชนจำกัด

ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2511 บริษัทมหาชนจำกัดมีโครงสร้างเหมือนกับบริษัทจำกัด คือ มีผู้ลงทุนเรียกว่า ผู้ถือหุ้น รับผิดชอบจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระมีคณะกรรมการเป็นผู้บริหาร แต่มีลักษณะบางประการที่แตกต่างจากบริษัทจำกัด คือ
1. มีกลุ่มผู้ก่อการเป็นบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป และมีกรรมการตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

2. มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป โดยผู้ถือหุ้นคนหนึ่งถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 0.6 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายทั้งหมดรวมกัน และไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ส่วนหุ้นจำนวนที่เหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะถือไว้ได้รายละไม่เกินร้อยละ10
3. ต้องมีทุนที่ชำระด้วยตัวเงินไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท โดยมีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน
และจะต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 20 บาท และไม่เกินหุ้นละ 100บาท

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.